การสำรองข้อมูลโดยใช้บริการ cloud คือการนำข้อมูลไปฝากไว้กับผู้ให้บริการออนไลน์ที่ให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูล ข้อดีคือข้อมูลที่อยู่บน cloud สามารถเข้าถึงได้จากอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (เช่น โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต) อีกทั้งในบางบริการสามารถเก็บไฟล์ไว้หลายเวอร์ชัน ทำให้สามารถกู้คืนไฟล์ที่แก้ไขผิดพลาดหรือถูกลบแบบไม่ตั้งใจได้ ข้อเสียของการสำรองข้อมูลด้วยวิธีนี้คือมีโอกาสที่ข้อมูลอาจรั่วไหลได้

19

Jun

การสำรองข้อมูลแบบออนไลน์โดยใช้บริการ Cloud

การสำรองข้อมูลแบบออนไลน์โดยใช้บริการ Cloud

การสำรองข้อมูลโดยใช้บริการ cloud คือการนำข้อมูลไปฝากไว้กับผู้ให้บริการออนไลน์ที่ให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูล ข้อดีคือข้อมูลที่อยู่บน cloud สามารถเข้าถึงได้จากอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (เช่น โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต) อีกทั้งในบางบริการสามารถเก็บไฟล์ไว้หลายเวอร์ชัน ทำให้สามารถกู้คืนไฟล์ที่แก้ไขผิดพลาดหรือถูกลบแบบไม่ตั้งใจได้ ข้อเสียของการสำรองข้อมูลด้วยวิธีนี้คือมีโอกาสที่ข้อมูลอาจรั่วไหลได้

การสำรองข้อมูลผ่าน cloud ทำได้ทั้งการอัปโหลดไฟล์ผ่านหน้าเว็บไซต์ หรือการติดตั้งโปรแกรมเฉพาะไว้ที่เครื่องเพื่อให้ดาวน์โหลดหรืออัปโหลดไฟล์โดยอัตโนมัติ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการสำรองและกู้คืนข้อมูลผ่านบริการ cloud ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Microsoft OneDrive, Google Drive และ Dropbox

การดาวน์โหลด ติดตั้ง และใช้งานบริการ Cloud

เนื่องจากวิธีติดตั้งและใช้งานโปรแกรมอาจมีความเปลี่ยนแปลงหากผู้พัฒนามีการอัปเดตเวอร์ชัน เพราะฉะนั้นบทความนี้จะไม่ขออธิบายในรายละเอียดเหล่านั้น โดยผู้ใช้สามารถศึกษาวิธีดาวน์โหลด ติดตั้ง และใช้งานบริการ cloud ได้จากเว็บไซต์ของผู้พัฒนา ดังนี้

  • Microsoft OneDrive มีติดตั้งมาพร้อมกับ Windows 10 อยู่แล้ว แต่หากใช้งาน Windows เวอร์ชันเก่าหรือถอนการติดตั้งออกไปแล้ว สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งใหม่และศึกษาวิธีใช้งานได้จาก https://onedrive.live.com/about/th-TH/download/
  • Google Drive สามารถดาวน์โหลดและศึกษาวิธีใช้งานได้จาก https://support.google.com/drive/answer/2374987?hl=th
  • Dropbox สามารถดาวน์โหลดและศึกษาวิธีใช้งานได้จาก https://www.dropbox.com/help/desktop-web/download-dropbox

การกู้คืนข้อมูลเวอร์ชันก่อนหน้า

หากเผลอแก้ไขไฟล์ ลบไฟล์โดยไม่ตั้งใจ หรือติดมัลแวร์ทำลายไฟล์ ผู้ใช้สามารถกู้คืนไฟล์เวอร์ชันก่อนหน้าได้ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการกู้คืนไฟล์อาจมีจำกัด เนื่องจากผู้ให้บริการบางราย เช่น Dropbox จะเก็บไฟล์เวอร์ชันย้อนหลังไว้ไม่เกิน 1 เดือน รายละเอียดวิธีการกู้คืนไฟล์เวอร์ชันก่อนหน้า สามารถทำได้ดังนี้

Microsoft OneDrive

  1. ล็อกอินเข้าเว็บไซต์ https://onedrive.live.com
  2. ในหน้าจอแสดงรายการไฟล์ คลิกขวาไฟล์ที่ต้องการเรียกดูเวอร์ชันก่อนหน้า จากนั้นเลือกเมนู Version History
  3. คลิกเลือกเวอร์ชันของไฟล์ที่ต้องการกู้คืน จากนั้นเลือกเมนู Restore

Google Drive

  1. ล็อกอินเข้าเว็บไซต์ https://drive.google.com
  2. ในหน้าจอแสดงรายการไฟล์ คลิกขวาไฟล์ที่ต้องการเรียกดูเวอร์ชันก่อนหน้า จากนั้นเลือกเมนู Manage versions..
  3. ในหน้าจอแสดงรายการไฟล์ คลิกเลือกเวอร์ชันของไฟล์ที่ต้องการกู้คืน จากนั้นคลิกที่ปุ่ม More actions (จุดไข่ปลาแนวตั้ง) แล้วเลือก Download

Dropbox

การกู้คืนทีละไฟล์

  1. ล็อกอินเข้าเว็บไซต์ https://www.dropbox.com
  2. ในหน้าจอแสดงรายการไฟล์ คลิกปุ่มสัญลักษณ์ 3 จุด เลือกเมนู Version history
  3. เลือกเวอร์ชันของไฟล์ที่ต้องการเรียกดูเวอร์ชันก่อนหน้า จากนั้นคลิกปุ่ม Restore

การกู้คืนไฟล์จำนวนมากในคราวเดียว

Dropbox มีบริการช่วยเหลือสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการกู้คืนไฟล์จำนวนมากในคราวเดียว (เช่น เครื่องติดมัลแวร์เรียกค่าไถ่แล้วไฟล์ที่อัปโหลดขึ้นไป Dropbox ถูกเข้ารหัสลับ) สามารถแจ้งทีมช่วยเหลือของ Dropbox เพื่อให้ช่วยกู้คืนไฟล์ได้โดยไม่เสียค่าบริการ แต่อาจมีระยะเวลาในการดำเนินงาน การขอความช่วยเหลือสามารถทำได้โดย

  1. ล็อกอินเข้าหน้าเว็บไซต์ https://www.dropbox.com/support/
  2. เลือกประเภทบัญชีที่ใช้งาน Dropbox โดย Basic คือสำหรับผู้ใช้ฟรี
  3. ในหน้าจอขอความช่วยเหลือ เลือกหัวข้อ File recovery#
  4. เลือก Undo a large number of changes to files and folders
  5. เลือก Revert my Dropbo back to dae and time เพื่อย้อนข้อมูลทั้งหมดใน Dropbox กลับไปยังวันเวลาที่กำหนด แต่หากต้องการย้อนคืนเฉพาะบางไฟล์หรือบางโฟลเดอร์ Undo a large number of changes to files and folders
  6. กรอกข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ เช่น อุปกรณ์ที่ประสบปัญหาในการใช้งาน Dropbox และสาเหตุที่ต้องการกู้คืนข้อมูล (ถ้าติดมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ใส่ช่อง Subject เป็น Ransomware)
  7. คลิกปุ่ม Submit เพื่อส่งคำขอความช่วยเหลือไปยังทีมงาน Dropbox จากนั้นรอการตอบกลับทางอีเมล

ข้อแนะนำในการเข้ารหัสลับไฟล์ข้อมูลก่อนนำขึ้น cloud

ผู้ใช้ควรพิจารณาก่อนนำข้อมูลใดๆ ที่เป็นความลับส่งขึ้น cloud เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหล เช่น รหัสผ่านสำหรับล็อกอินเข้าใช้งานหลุดรั่ว หรือผู้ให้บริการ cloud ถูกเจาะระบบ

เพื่อป้องกันความเสี่ยง หากต้องการอัปโหลดไฟล์ขึ้น cloud ควรเข้ารหัสลับข้อมูลในไฟล์ ซึ่งสามารถทำได้โดย

  • ใช้ความสามารถเข้ารหัสลับไฟล์ข้อมูลเอกสาร ปัจจุบันซอฟต์แวร์ office เช่น Microsoft Office หรือ LibreOffice มีความสามารถในการเข้ารหัสลับข้อมูลในไฟล์อยู่แล้ว โดยสามารถตั้งรหัสผ่านได้จากหน้าจอบันทึกไฟล์
  • บีบอัดไฟล์แล้วใส่รหัสผ่าน โดยอาจใช้โปรแกรม เช่น 7-Zip เพื่อช่วยในการเข้ารหัสลับไฟล์ได้
  • ใช้บริการเข้ารหัสลับไฟล์ข้อมูลอัตโนมัติก่อนส่งขึ้น cloud โดยปัจจุบันมีผู้พัฒนาเครื่องมือให้สามารถใช้งานในลักษณะนี้ได้ เช่น Boxcryptor เป็นต้น โดยอาจมีค่าใช้จ่ายหากต้องการความสามารถที่เพิ่มขึ้น

ผู้เขียน: เสฏฐวุฒิ แสนนาม และ ณัฐโชติ ดุสิตานนท์
วันที่เผยแพร่: 1 มิถุนายน 2560
เครดิต: thaicert.or.th

ในหลายๆ ครั้ง ข้อมูลในคอมพิวเตอร์นั้นมีมูลค่ามหาศาล หากข้อมูลเหล่านั้นได้รับความเสียหาย ก็อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือการทำธุรกิจได้ โอกาสที่ข้อมูลจะสูญหายสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องติดมัลแวร์ ฮาร์ดดิสก์ชำรุด หรือแม้กระทั่งผู้ใช้เผลอแก้ไขหรือลบไฟล์โดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น การมีข้อมูลสำรองไว้ก่อนเกิดเหตุก็จะช่วยลดความเสียหายได้มาก

19

Jun

ข้อแนะนำวิธีสำรองข้อมูลเพื่อป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่หรือข้อมูลสูญหาย

ความสำคัญของการสำรองข้อมูล

ในหลายๆ ครั้ง ข้อมูลในคอมพิวเตอร์นั้นมีมูลค่ามหาศาล หากข้อมูลเหล่านั้นได้รับความเสียหาย ก็อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือการทำธุรกิจได้ โอกาสที่ข้อมูลจะสูญหายสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องติดมัลแวร์ ฮาร์ดดิสก์ชำรุด หรือแม้กระทั่งผู้ใช้เผลอแก้ไขหรือลบไฟล์โดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น การมีข้อมูลสำรองไว้ก่อนเกิดเหตุก็จะช่วยลดความเสียหายได้มาก

การสำรองข้อมูลสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกข้อมูลลงในฮาร์ดดิสก์สำรอง การอัปโหลดข้อมูลไปเก็บไว้กับผู้ให้บริการ cloud หรือแม้กระทั่งการซื้อบริการสำรองข้อมูลสำหรับใช้ในหน่วยงานโดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละวิธีการก็มีข้อดีข้อเสียและค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน

บทความนี้เป็นข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้ทั่วไปในการสำรองข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows และวิธีการกู้คืนข้อมูล โดยจะแนะนำการใช้ File History ซึ่งเป็นความสามารถในการสำรองข้อมูลอัตโนมัติของ Windows เวอร์ชันใหม่ๆ และการสำรองข้อมูลไว้กับผู้ให้บริการ cloud ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Microsoft OneDrive, Google Drive และ Dropbox

การสำรองข้อมูลแบบออฟไลน์โดยใช้ File History

ตั้งแต่ Windows 8 เป็นต้นไป Microsoft ได้เพิ่มคุณสมบัติ File History เข้ามาเพื่อช่วยในการสำรองและกู้คืนข้อมูล โดยสามารถตั้งค่าให้สำรองข้อมูลลงในฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอก (external hard disk) หรือ ไดรฟ์ในเครือข่าย (network drive) ได้แบบอัตโนมัติ

File History นอกจากจะช่วยในการสำรองและกู้คืนข้อมูลแล้ว ยังสามารถเก็บเวอร์ชันของไฟล์เพื่อย้อนกลับไปใช้งานไฟล์เวอร์ชันก่อนหน้าที่จะถูกแก้ไขหรือถูกลบได้ (ความสามารถคล้ายกับ Time Machine ของ macOS)

บทความนี้จะแนะนำวิธีใช้งาน File History ใน Windows 10 ในการสำรองข้อและกู้คืนข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอก

วิธีเปิดใช้งาน File History

  1. เชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอกเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยควรเป็นฮาร์ดดิสก์ที่มีพื้นที่ว่างมากพอสำหรับใช้สำรองข้อมูลhttps://www.thaicert.or.th/papers/images/pa2017ge002-01.png
  2. คลิกที่ปุ่ม Windows พิมพ์คำว่า Backup จากนั้นคลิกที่โปรแกรม Backup settings
  3. ในหน้าต่าง Back up using File History คลิกปุ่ม Add a drive จากนั้นเลือกฮาร์ดดิสก์ที่จะใช้สำรองข้อมูล (เลือกได้เฉพาะฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอก ไม่สามารถสำรองข้อมูลลงในฮาร์ดดิสก์ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้)
  4. ระบบจะเริ่มทำการสำรองข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ ค่าเริ่มต้นของข้อมูลที่ถูกสำรองจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในโฟลเดอร์ Home ของผู้ใช้ (เช่น Documents, Download, Pictures) หากต้องการเพิ่มหรือนำบางโฟลเดอร์ออกจากการสำรองข้อมูล คลิกที่ตัวเลือก More options
  5. ที่หน้าจอ Backup options สามารถตั้งค่าการสำรองข้อมูลได้ดังนี้
    1. Back up my files กำหนดความถี่ในการสำรองข้อมูล เลือกได้ตั้งแต่สำรองข้อมูลทุกๆ 10 นาที ไปจนถึงสำรองข้อมูลวันละครั้ง (ค่าเริ่มต้นเป็นการสำรองข้อมูลทุกชั่วโมง)
    2. Keep my backups เลือกว่าข้อมูลที่เก่าเกินระยะเวลานานเท่าใดถึงจะถูกลบทิ้ง ค่าเริ่มต้นคือไม่มีการลบทิ้ง (Forever) หากฮาร์ดดิสก์เต็มผู้ใช้ต้องลบข้อมูลทิ้งด้วยตนเอง หากต้องการให้ลบข้อมูลเก่าโดยอัตโนมัติเมื่อฮาร์ดดิสก์ใกล้เต็ม สามารถเปลี่ยนการตั้งค่าตรงนี้เป็น Until space is needed
    3. Back up these folders เลือกได้ว่าจะเพิ่มหรือนำโฟลเดอร์ใดออกจากการสำรองข้อมูล หากมีโฟลเดอร์ใดที่ไม่ต้องการสำรองข้อมูล ให้คลิกที่โฟลเดอร์นั้นแล้วเลือก Remove
  6. หากระบบยังไม่เริ่มสำรองข้อมูล หรือต้องการสั่งให้เริ่มสำรองข้อมูล ณ ขณะนั้น สามารถคลิกที่ปุ่ม Back up now เพื่อเริ่มดำเนินการ
  7. ข้อมูลที่ถูกสำรองไว้ จะอยู่ในโฟลเดอร์ FileHistory ในฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เก็บข้อมูล

วิธีกู้คืนข้อมูลที่สำรองไว้

  1. เชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูลที่สำรองไว้
  2. คลิกที่ปุ่ม Windows พิมพ์คำว่า File History จากนั้นคลิกที่โปรแกรม Restore your files with File History
  3. ที่หน้าจอโปรแกรม File History จะปรากฏรายการข้อมูลที่สำรองไว้ โดยแสดงตามวันเวลาที่ข้อมูลถูกสำรอง สามารถกดย้อนกลับเพื่อดูข้อมูลย้อนหลังได้
  4. การกู้คืนข้อมูล ทำได้โดยคลิกที่ปุ่มวงกลมลูกศรสีเขียว โดยสามารถเลือกได้ว่าจะกู้คืนข้อมูลทั้งโฟลเดอร์หรือกู้คืนเฉพาะบางไฟล์ที่ต้องการ สามารถดูตัวอย่างไฟล์ก่อนกู้คืนได้

การใช้ BitLocker เพื่อเข้ารหัสลับฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูล

เนื่องจากไฟล์ที่ถูกเก็บสำรองไว้ในฮาร์ดดิสก์แบบเชื่อมต่อภายนอกอาจมีข้อมูลที่เป็นความลับอยู่ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาข้อมูลรั่วไหลหากฮาร์ดดิสก์สูญหายหรือถูกขโมย หนึ่งในวิธีที่สามารถช่วยได้คือการเข้ารหัสลับข้อมูลในฮาร์ดดิสก์โดยใช้ BitLocker ซึ่งทำได้โดย

  1. คลิกขวาที่ไอคอนฮาร์ดดิสก์ที่เก็บสำรองข้อมูล เลือกเมนู Turn on BitLocker
  2. ที่หน้าจอ BitLocker Drive Encryption สามารถตั้งรหัสผ่านสำหรับใช้ปลดล็อกฮาร์ดดิสก์ได้ ซึ่งต้องใส่รหัสผ่านนี้ทุกครั้งที่มีการเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ข้างใน
    หมายเหตุ: ความสามารถในการเข้ารหัสลับข้อมูลด้วย BitLocker ไม่มีใน Windows 10 เวอร์ชัน Home หากต้องการเข้ารหัสลับข้อมูลอาจต้องใช้เครื่องมืออื่นช่วย เช่น VeraCrypt

ข้อแนะนำและข้อควรระวังในการสำรองข้อมูลแบบออฟไลน์

  • หากลักษณะการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นการแก้ไขไฟล์เอกสารอย่างสม่ำเสมอ ควรตั้งค่าความถี่ในการสำรองข้อมูลให้บ่อยที่สุด เพื่อที่จะสามารถกู้คืนไฟล์ข้อมูลเวอร์ชันล่าสุดได้หากระบบเกิดปัญหา
  • หลังการสำรองข้อมูลเสร็จสิ้น ควรทดสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลที่สำรองไว้สามารถนำมากู้กลับคืนได้จริง
  • การสำรองข้อมูลด้วยวิธีนี้ มีความเสี่ยงหากเครื่องคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ ข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์สำรองอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนนำฮาร์ดดิสก์มาเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หากมีข้อมูลที่สำคัญมากๆ อาจพิจารณาสำรองข้อมูลไว้มากกว่า 1 ชุด

ผู้เขียน: เสฏฐวุฒิ แสนนาม และ ณัฐโชติ ดุสิตานนท์
วันที่เผยแพร่: 1 มิถุนายน 2560
เครดิต: thaicert.or.th

13

Jun

ทำไมเราถึงต้องเลือกใช้ Tablet !!!

ในยุคสมัยแบบนี้ใครๆก็ต้องการความสะดวกสบายกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามการทำงานก็เช่นกัน จะมาให้หิ้วโน้ตบุ๊คหนักๆไปทำงานนอกสถานที่ไกลๆมันก็คงจะไม่เหมาะ หรือจะทำงานผ่านสมาร์ทโฟนคิดว่าหน้าจอก็คงจะเล็กไปนะ ทำงานก็คงจะไม่ค่อยถนัดซักเท่าไรใช่ม่ะ สมัยนี้ Tablet เค้าออกแบบมาให้น้ำหนักเบา หน้าจอใหญ่ ประสิทธิภาพดีเยี่ยม พร้อมรองรับอุปกรณ์ต่อพวง อาทิ flash drive, keyboard เป็นต้น สามารถช่วยตอบโจทย์ไลฟ์ไตล์คนยุคดิจิตอลได้เป็นอย่างดี

1. สัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่าง

Tablet รุ่นใหม่ๆสมัยนี้เค้าก็สามารถทำงานแบบหลายหน้าจอ (Multitask) เพื่อให้คุณดูหนังไปพร้อมๆกับการหาข้อมูลก็ยังได้ หรือว่าจะอยากเปิดใช้งานแอปฯ อื่นๆไปด้วยก็ได้ เชื่อเลยว่าจะช่วยให้คุณสะดวกต่อการทำงานมากจริงๆ

2. คล่องตัวกว่า

ด้วยดีไซน์บางเบา หน้าจอใหญ่ จับถนัดมือ พกพาไปไหนก็สะดวกจะทำงานตอนไหนเวลาไหนก็พร้อม ไม่ว่าจะประชุมย่อย นำเสนองาน แก้ไขงาน ก็ทำได้ง่ายมาก Tablet บางรุ่นก็ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับการขีดเขียนและวาดได้ด้วยปาก S Pen เพื่อช่วยในการจดบันทึก, เขียนคำอธิบายประกอบอย่างละเอียด, และเพิ่มความสะดวกในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้อีกด้วย

Microsoft Tablet Surface Pro4.

3. ยกระดับการรับชมที่กว้างกว่า

พร้อมมอบประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์, ฟังเพลง หรือเล่นเกมส์ได้อย่างเต็มอิ่มทุกอารมณ์ด้วยหน้าจอที่กว้างกว่าใหญ่กว่า ที่สำคัญเสียงที่ได้ก็ใสกว่าดังกว่าสมาร์ทโฟนเห็นๆ

4. ใช้งานได้นานกว่า

นอกจากจะไม่ต้องแบกโน้ตบุ๊คหนักๆไปไหนมาไหนด้วยแล้วก็ยังสามารถหยิบขึ้นมาทำงานเมื่อไรก็ได้ ที่สำคัญก็ไม่ต้องคอยวิ่งหาปลั๊กไฟเพื่อเสียบสายชาร์จตลอดเวลา เพราะ Tablet นั้นมีความจุแบตเตอรี่เฉลี่ยสูงถึง 5,000 – 8,000 mAh จึงช่วยให้คุณทำงานได้ยาวนานขึ้น

5. อ่านหนังสือที่ไหนก็ได้

สำหรับคนที่รักในการอ่าน E-Book ชอบอ่านข่าวสารบ้านเมืองโน้นนี้เงี่ยน่าจะปลื้มนะ เพราะ Tablet สามารถตอบโจทย์ให้กับคนไลฟ์สไตล์คนแบบคุณได้เป็นอย่างดี ด้วยหน้าจอที่มีขนาดใหญ่อ่านได้เต็มจอ ตัวหนังสือชัดเจน นอกจากนั้นคุณก็ยังอ่านได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนอีกด้วย

เครดิต Banana IT

12

Jun

WordPress 4.8 Evans เวอร์ชั่นใหม่ออกแล้วจ้าาาา

WordPress เวอร์ชั่น 4.8 ล่าสุดแบบเป็นทางการแล้ว โค้ดเนม Evans ซึ่งมาจากศิลปินแจ๊ส William John “Bill” Evans มีรายการเปลี่ยนแปลงและของใหม่ที่สำคัญดังนี้

  • Link Boundaries ทำให้การแก้ไขลิงก์ข้อความทำได้สะดวกมากขึ้น
  • ปรับปรุง Widget รูปภาพ, วิดีโอ, เสียง, Rich Text ให้ใช้งานง่ายขึ้น
  • เพิ่มกิจกรรมของ WordPress ในหน้า Dashboard

สามารถดาวน์โหลดและติดตั้ง WordPress 4.8 ได้แล้วที่ https://wordpress.org/download/

10

Jun

ค่าจ้างทำเว็บ ทำไมถึงแพงเป็นหมื่นบาท สาเหตุมาจากอะไร อธิบายกันแบบละเอียด

ค่าจ้างทำเว็บ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ผู้จ้าง จะตัดสินใจ จ้างให้บริษัทไหน ทำเว็บไซต์ให้ แน่นอนว่า เป็นใคร ก็ต้องเลือกจ้าง บริษัทที่ เสนอราคามาต่ำที่สุด แต่สิ่งที่ผู้จ้างไม่รู้ก็คือ เรื่องของการทำเว็บไซต์ ค่าจ้างถูก ใช่ว่าจะได้เว็บที่มีคุณภาพดีเสมอไป ทุกบริษัท เค้าก็ต้องทำงาน หวังผลกำไรกันทั้งนั้น แล้วเว็บที่ทำมาด้วยงบประมาณถูกๆ จะมีคุณสมบัติดีได้อย่างไร ยิ่งในปัจจุบัน คนทำเว็บที่เก่งจริงๆ มีอยู่ไม่มาก ส่วนใหญ่ ก็ทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลาง คอยรับงานมา แล้วเอาไปจ้างฟรีแลนซ์ ฟันกำไรส่วนต่างกันทั้งนั้น การจ้างทำเว็บไซต์ จึงไม่ควรเลือกราคาที่ถูกที่สุด แต่ควรพิจารณเลือกที่ คุณภาพของบริษัท ที่มารับทำมากกว่า สำหรับค่าจ้างทำเว็บไซต์ อย่างของแอพเทพ ก็มีบางท่าน ที่ว่าแพง บางท่านที่ว่าถูก จะอย่างไรก็แล้วแต่ เพื่อให้ชัดเจน ผมก็จะอธิบายให้ทุกท่านได้เข้าใจกันว่า ทำไมค่าจ้างทำเว็บไซต์ มันถึงมีราคาแพง

ทำไม ค่าจ้างทำเว็บ ถึงได้แพงมาก ถึงหลักหมื่นบาท?

ส่วนประกอบสำคัญ ที่ทำให้ค่าทำเว็บ มันมีราคาแพงมากถึง หลักหมื่นบาทก็คือ ระบบ และความซับซ้อนของเว็บ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันก็มาจากความต้องการของผู้จ้างนั่นแหละครับ ถ้าผู้จ้าง ไม่ได้ต้องการระบบที่ซับซ้อนอะไรมากมาย ค่าทำมันก็จะไม่แพงหรอกครับ แต่เพื่อให้เห็นภาพ ผมจะเอามาอธิบายกันทีจะส่วนประกอบเลยดีกว่านะครับ

ระบบของเว็บ ตามความต้องการของผู้จ้าง ( User Requirements ) ตรงนี้คือหัวใจหลัก ที่ทำให้เกิดค่าจ้างทำเว็บไซต์ที่ถูก หรือแพง เพราะมันเป็นตัวกำหนดว่า เว็บที่ผู้จ้างต้องการนั้น เป็นเว็บประเภทไหน เช่น ระบบตะกร้าสินค้า, ระบบลงทะเบียนเก็บเข้าไปในฐานข้อมูล, ระบบปฏิทิน, ระบบแจ้งนัด, ระบบจองห้องพักโรงแรม รีสอร์ท, ระบบ Booking สำหรับบริษัทท่องเที่ยว และอื่นๆ อีกมากมาย ระบบต่างๆ เหล่านี้แหละครับ ที่จะทำให้ราคาค่าจ้าง มีความแตกต่างกันไป เพราะมันต้องใช้ทักษะในการปรับแต่ง แตกต่างกันไป ตามความยากง่ายครับ ถ้าง่ายก็คิดค่าจ้างไม่แพง แต่ถ้ายาก ค่าจ้างก็จะต้องแพงขึ้นไป ตามระดับความยากอย่างแน่นอน

ค่าธีมแบบหรูหรา ระดับพรีเมี่ยม ( Premium Theme ) มีลูกค้าบางท่าน สงสัยว่า ทำไมผมไม่เขียนธีม หรือทำเว็บขึ้นมาจากศูนย์ ( Make it from scratch ) คำตอบก็คือ ถ้าผมเขียนขึ้นมาตั้งแต่ศูนย์ ผมก็ต้องคอยมานั่งแก้ไข อุดช่องโหว่ หรือแก้บัก ( Bug ) หรือข้อบกพร่องต่างๆ ให้กับลูกค้าตลอดเวลา ซึ่งนั่นก็แปลว่า ลูกค้าต้องผูกพันเป็นรายเดือนกับผมไปตลอด แล้วลองคิดดูนะครับ ถ้าผมต้องทำเว็บ 100 เว็บ ที่แตกต่างกัน ให้กับลูกค้า 100 คน ผมจะต้องจำโค้ด และแก้ไขตลอดเวลาทั้งปีเลยนะครับ แต่ถ้าผมเลือกซื้อพรีเมี่ยมธีม ให้กับลูกค้าที่มาจ้างทำเว็บ ลูกค้า เค้าก็จะได้รับสิทธิ์ในการดูแล จากบริการหลังการขาย ของบริษทผู้ผลิตธีมพรีเมี่ยมนั้นๆ ไปตลอด 1 ปีเต็ม (บางราย ดูแลแค่ 6 เดือน) คอยปล่อยตัวอัปเดต และแก้ไขปัญหาให้ตลอด โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลูกค้าก็สามารถดูแลด้วยตัวเองได้ โดยติดต่อโดยตรง กับบริษัทเจ้าของธีม ( ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ ) ทางอีเมล โดยไม่ต้องผ่านผมให้วุ่นวาย แบบนี้ ไม่ดีกว่าเหรอครับ?

ค่าเขียนโค้ด ในการปรับแต่ง ให้เข้ากับความต้องการของผู้จ้าง ถึงแม้จะเป็น Premium Theme แต่อย่าลืมว่า มันเป็นของต่างประเทศ ดังนั้น ภาษาของมันจึงเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเมนูต่างๆ หรือข้อความต่างๆ ซึ่งก็ต้องมาเขียนโค้ดแก้ไข ปรับแต่งให้เป็นภาษาไทย รวมทั้งต้องปรับแต่ง ให้เข้ากับ ระบบที่ลูกค้าต้องการอีกด้วย ค่าแรงตรงนี้ มันต้องใช้ความสามารถใจการทำสูงมาก เป็นงานฝีมือ ต้องใช้ประสบการณ์ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ จึงมีราคาแพง แต่ถ้าลูกค้า ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย งานไม่ซับซ้อน ค่าแรงในส่วนนี้ ก็จะถูกปรับลงมาให้ถูกลง ตามเนื้องานที่ได้ลงมือทำจริงๆ

ค่าปรับแต่งเนื้อหา และนำเข้าสู่หน้าเว็บ อันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน ผู้จ้างก็น่าจะทำเองได้ ซึ่งมันก็จริงครับ แต่จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ในเรื่องของผลงานที่จะออกมา เพราะการนำเข้าข้อมูล จะต้องมีการปรับแต่ง Content ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ หรือลิงค์ต่างๆ เพื่อให้มีความรวดเร็วในการแสดงผล ในทุกหน้าจอของทุกอุปกรณ์ หรือที่เรียกว่า Responsive Style ตรงนี้ ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ และความชำนาญอีกเช่นกัน แต่ค่าแรงในส่วนนี้ จะไม่แพงอะไรมาก

ค่า Web Hosting หรือ พื้นที่ทำเว็บ กับโดเมน ผมจะไม่เอามาพูดถึงนะครับ เพราะราคาค่าเช่ามันถูกมากๆ ( ค่าเช่ารายปี )

การทำเว็บ เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ ประสบการณ์ และความชำนาญ เป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้เว็บไซต์ ที่มีคุณภาพสูง มีความเร็ว ความปลอดภัย และความสวยงาม ดังนั้น ค่าจ้าง ก็ต้องสูงเป็นธรรมดา

ค่าจ้างทำเว็บ ไม่มีมาตรฐานตายตัว แต่อย่างที่ผมบอกไปแล้ว มันขึ้นอยู่กับ ความยากง่าย และความต้องการของผู้จ้าง ถ้าผู้จ้าง ไม่เรื่องมาก เน้นคุณภาพในเรื่องการทำ SEO อย่างเดียว ไม่เน้นความสวยงามอะไรมากมาย ระบบก็ขอเป็นระบบมาตรฐานทั่วไป แบบนี้ราคาก็แค่ไม่กี่พัน ( ไม่เกิน 5,000 บาท ) แต่ถ้าผู้จ้าง ต้องการสวยๆ ลูกเล่นเยอะๆ แบบนี้ก็ต้องใช้ Premium Theme ที่มีลิขสิทธิ์ ซึ่งก็ต้องมีราคาแพง แล้วยังต้องมาเขียนโค้ดเพิ่มเติม เพื่อปรับให้เข้ากับความต้องการอีก ราคาโดยรวม มันก็เลยแพงเป็นหลักหมื่นบาทครับ

09

Jun

จ้างทำเว็บ รู้ก่อน ปลอดภัย ไม่ต้องเจ็บใจ

ปัญหาจากการ จ้างทำเว็บ หลังๆมานี้เรียกได้ว่าเริ่มมีมากมายกว่าแต่ก่อน เช่น รับงานมาแล้ว ไม่ทำ เชิดเงินหนี, หรือหลอกลวง ไม่เก่งจริง แต่เอาเงินไป หรือ ลูกค้าผิดหวัง จากการที่ไมได้เรียน หรือเข้าใจอย่างที่ตนเองคาดหวังไว้ จากการสัมมนา และอื่นๆ อีกมากมาย ก็กลายเป็นปัญหาตามมา ที่มีให้เห็นกันได้มากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่ต้องคำนึงก่อน จ้างทำเว็บ กับใคร หรือบริษัทไหนก็ตาม

1. คนที่เราจะจ้างทำเว็บ หรือบริษัทที่เราจะจ้างทำเว็บ เชื่อถือได้แค่ไหน มีที่อยู่ หรือมีชื่อเสียง ที่ชัดเจน สามารถติดต่อ หรือตามตัวได้หรือไม่ ( ส่วนใหญ่ ถ้าจดเป็นบริษัท จะเชื่อถือได้ ในระดับหนึ่ง )

2. จำไว้เสมอว่า ก่อนจ้างทำเว็บ เราคือพระเจ้า ตราบใดที่เรายังไม่โอนเงินค่าทำเว็บไปให้ เราสามารถเปลี่ยนใจ หรือเรียกร้องอะไรก็ได้เสมอ คนที่เราจะว่าจ้าง เค้าก็จะพูดดีๆ ยอมทุกอย่าง ได้หมดตามต้องการ แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราโอนเงินค่าจ้างไปแล้ว เราจะกลายเป็น “ทาส” ทันที เพราะเราโอนเงินไปแล้ว จะเรียกร้องอะไร ถ้าเค้าไม่อยากทำ เค้าก็จะเอาข้ออ้าง ที่เป็นเรื่องทางเทคนิค ศัพท์ยากๆ แบบโปรแกรมเมอร์มาอ้าง และอาจจะอ้างเพื่อเรียกร้องเอาค่าจ้างเพิ่มอีกก็ได้ ดังนั้น เลือกให้ดีๆ แบบนี้ มีให้เห็นกันมาเยอะแล้วนะครับ

3. การจ้างบุคคลทั่วไป แบบฟรีแลนซ์ ( ที่ไม่ใช่ในรูปของนิติบุคคล เป็นบริษัทที่จดทะเบียน ) มีความเสี่ยงที่จะโดนเบี้ยวงานสูงมากๆ รับเงินไปแล้ว ทำงานไม่เสร็จ แล้วก็หายไป หรืออาจจะทำแบบไม่มีคุณภาพ ตามที่คุยกันไว้ แล้วก็หายไป แบบนี้ เกิดขึ้นกันมากมาย ลองไปอ่านใน เว็บพันทิป กันได้ครับ มีเพียบ ดังนั้น คิดให้ดีๆ ครับ

 4. การจ้างบริษัทใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียง ให้ทำเว็บไซต์ให้ ก็ต้องเข้าใจอีกว่า เค้าเป็นบริษัทใหญ่ มีลูกค้าจำนวนมาก การให้บริการ ก็อาจจะไม่ได้ดูแลดีอะไรมากมาย ก็ทำไปตามที่ตกลงกัน ถ้าอยากได้อะไรมากกว่านี้ ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ขอแถม หรือขออะไรเพิ่มนิดๆ หน่อยก็ยาก แต่ก็ไม่ใช่ทุกบริษัท ซึ่งก่อนจะจ้าง ก็ต้องไปหาข้อมูล และเลือกให้ดีๆ

5. เมื่อไหร่ที่เราตกลงจ้างไปแล้ว ต้องเข้าใจว่า เราจะตกเป็น “ทาส” เค้าทันที เพราะเราทำเองไม่เป็น ทำอะไรไม่ได้ ต้องผูกพันกันเป็นรายปี ซึ่งปีถัดไป เค้าก็มีโอกาสเพิ่มค่าใช้จ่ายรายปีอีกก็ได้ โดยอ้างนั่น อ้างนี่ เราก็ไม่มีทางเลือก เพราะจะย้ายออกก็ทำไม่เป็น กลัวเว็บล่ม กลัวเสียลูกค้า ที่มาติดตามทางเว็บ และอื่นๆ อีกมากมาย สุดท้าย ก็ต้องยอมจ่ายเพิ่ม ถ้าพูดกันตรงๆ มันก็คล้ายๆ กับการขูดรีด หรือว่าไถเงินกันตรงๆ นั่นแหละครับ มีเว็บไซต์อยู่ในมือ ถ้าไม่จ่าย ก็ทำให้เว็บล่ม หรือใช้งานไม่ได้ หรือมีปัญหา สุดท้าย เรา ซึ่งเป็นผู้จ้าง ก็ต้องยอมจ่ายเงิน เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ แบบนี้ มีจริงนะครับ รับรู้ข้อเท็จจริงแบบนี้เอาไว้ด้วย

จากที่แนะนำกันมาทั้งหมด หลายคน อาจจะมองว่า เรื่องของการ จ้างทำเว็บ มันเป็นอะไรที่น่ากลัวมากๆ เพราะมีแต่ความเสี่ยงสูง ที่จะต้องเสียเงิน แล้วได้งานห่วยๆ เสมอไป ซึ่งผมก็ต้องบอกว่า มันไม่เป็นแบบนั้นตลอดหรอกครับ ก็เหมือนกับ “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” อยู่ที่ “เรา” ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ จะเลือกใช้บริการกับใคร ถ้าเราเลือกเอาคนที่ทำงานคุณภาพ เราก็จะได้งานคุณภาพ แต่เราเลือกคนที่เหมือนจะเก่ง จะเชี่ยวชาญ งานที่ออกมา ก็เหมือนจะดี จะใช้ได้ เช่นเดียวกัน

งานทำเว็บ เป็นงานคุณภาพ นะครับ บางคนอาจจะมองว่า เป็นงานบริการ ไม่น่าจะต้องมีคุณภาพอะไร ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงแพง แต่ลองดูความเป็นจริงนะครับ เห็นข่าวที่เว็บนั้น เว็บนี้ โดนถล่มจนล่ม เข้าใช้งานไม่ได้กันบ้างมั้ยครับ นั่นเพราะ เว็บเหล่านั้น ขาดคนดูแล หรือเขียนขึ้น โดยมีช่องโหว่ จึงถูกโจมตีได้ เว็บไซต์ ก็เหมือนกับบ้านนั่นแหละครับ ถ้าทำโดยบริษัทก่อสร้าง ที่ไม่เชี่ยวชาญ งานไม่มีคุณภาพ ตอนที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ก็ดูสวยงามดี ใช้อยู่อาศัยได้ เป็นปกติ แต่พอผ่านไป สัก 1 – 2 ปี ปัญหาต่างๆ จะค่อยๆ โผล่ออกมา เช่น พื้นทรุด ท่อน้ำแตกในผนัง ยาแนวหลุด หลังคารั่ว และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้ายอมจ่ายเงินที่แพงขึ้น เพื่อจ้างบริษัทก่อสร้างที่เชี่ยวชาญ ก็คงไม่ต้องเจอปัญหาให้วุ่นวายอะไรแบบนี้แล้ว เช่นเดียวกันกับเว็บไซต์ การยอมเสียเงินแพงหน่อย เพื่อแลกกับคุณภาพ ทำออกมาแล้ว ใช้งานได้อย่างสบายใจ ปลอดภัย และติดอันดับผลการค้นหาใน Google หน้าแรกๆ ย่อมดีกว่า การจ่ายเงินแบบถูกๆ เพื่อได้เว็บแบบง่ายๆ ที่ไม่มีคุณภาพ แน่นอนครับ ลองคิดดูตามที่ผมอธิบายนะครับ แล้วจะเห็นภาพ

เครดิตจาก apptepschool

08

Jun

5 กฎเหล็กในการ หาเงินจาก Google Adsense

หลังจากที่เราสามารถทำการ สร้างเว็บไซต์ ได้สำเร็จแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลา ที่เราต้องคิดที่จะหารายได้ จาก เว็บไซต์ ของเรากันล่ะครับ ว่าจะใช้มัน สร้างรายได้ให้กับเราด้วยวิธีไหนดี มีทั้ง Affiliate หรือเป็นนายหน้าขายของก็ได้ แต่ถ้าไม่ชอบ ก็มีอีกวิธี ก็คือ ติดโฆษณา บนเว็บไซต์ ซะเลย ง่ายและได้เงินเร็วอีกด้วย นั่นก็คือ Google Adsense นั่นเอง แต่สำหรับผู้ที่กำลังจะสร้างรายได้แบบ Passive income ด้วยการ หาเงินจาก Google Adsense นั้น มีสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้เอาไว้ ตั้งแต่ก่อนที่จะทำการ สมัคร Google Adsense เลยก็คือ กฎระเบียบ และข้อห้ามต่างๆ ที่ทางกูเกิ้ลได้กำหนดเอาไว้ ระเบียบต่างๆ เหล่านี้ ได้ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นมากๆ อย่าคิดว่า ทางกูเกิ้ลเค้าจะตรวจไม่พบ หรือตรวจไม่ละเอียด ผมบอกได้เลยว่า บางคนอาจจะฟลุ้ค สมัคร Adsense ผ่าน แต่สุดท้ายก็ต้องมาโดนแบนบัญชี เพราะทำผิดกฎที่ทาง Adsense ตั้งเอาไว้ เมื่อโดนแบนแล้ว โอกาสที่จะอุทธรณ์ ร้องขอบัญชีคืน เป็นไปได้ยากมากๆ จนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ทางที่ดีที่สุด ก็คือ เรียนรู้กฎระเบียบ ข้อบังคับเหล่านี้เอาไว้ดีกว่า

กฎเหล็ก 5 ข้อ ในการ หาเงินจาก Google Adsense

1. อย่าเพิ่มจำนวนการคลิกด้วยวิธีโกงในรูปแบบต่างๆ อันนี้เกิดขึ้นบ่อยมากๆ เพราะหลายคนที่เพิ่งเริ่มทำใหม่ๆ ก็โลภ อยากที่จะมีรายได้เยอะๆ และส่วนใหญ่ที่พลาด ก็คือ ไม่ได้อ่านกฎเหล็กเหล่านี้ ที่ทาง Adsense ส่งมาให้ (เป็นภาษาอังกฤษ) อย่าคิดว่า ถ้าคุณแอบไปเปิดคอมเครื่องอื่น แล้วคลิก ทางกูเกิ้ลจะตรวจสอบไม่เจอ พวกที่ชอบลองของ โดนแบนมากันเยอะแล้วครับ นอกจากนี้ นอกจากโกงจำนวนคลิกด้วยการคลิกเองในคอมเครื่องอื่นๆ แล้ว ยังมีกติกาอื่นๆ ที่ถูกห้าม รวมอยู่ได้ข้อนี้ด้วย ได้แก่

  • ห้ามคลิกที่โฆษณาในหน้าเว็บของตัวเอง อันนี้ชัดเจน ห้ามเด็ดขาด ไม่งั้นโดนแบนทันที และโดนแบนง่ายมากๆ ดังนั้นอย่าพลาดกดเข้าไปโดนที่โฆษณาของตัวเองเด็ดขาด ทางที่ดี ถ้าไม่จำเป็น อย่าเปิดเว็บตัวเองดูเลยจะดีที่สุด
  • ห้ามขอให้คนอื่นช่วยคลิกที่โฆษณาให้ อันนี้ก็เหมือนกัน อย่าคิดว่า การที่เราขอให้เพื่อน ที่อยู่คนละบ้าน ช่วยเปิดเว็บของเรา แล้วคลิกที่โฆษณาให้ จะตบตากูเกิ้ลได้โดนกันมาเยอะแล้วครับ
  • ห้ามใช้โปรแกรมอัตโนมัติต่างๆ เข้ามาช่วยในการโกง เช่น โปรแกรม Auto Mouse อันนี้ก็เหมือนกัน อย่าคิดว่า จะหลอกกูเกิ้ลได้ ด้วยการใช้ script หรือ โปรแกรมปั๊มคลิก หรือปั๊ม traffic เป็นอันขาด ถ้าไม่อยากจะโดนแบน
  • ห้ามเข้าร่วมกับกลุ่มที่ช่วยกันแลกกันคลิกที่โฆษณา เนื่องจากในปัจจุบันนี้ มีการรวมกลุ่มกันในโลกโซเชียล เพื่อช่วยกันแลกเว็บ แล้วคลิกโฆษณาให้กันและกัน โดนแบนกันมาเยอะแล้วครับ ไอ้พวกนี้ และอย่าไปเข้ากลุ่มพวกนี้เด็ดขาดนะครับ เดี๋ยวจะโดนหางเลขไปด้วย การท่องไปเว็บนั้น เว็บนี้ มันมีเส้นทางให้ตรวจสอบได้นะครับ กูเกิ้ลเค้าตรวจสอบได้หมดแหละ

2. อย่าแสดงจำนวนโฆษณามากกว่าที่ทาง Adsense กำหนดเอาไว้ อันนี้ที่โดนแบนส่วนใหญ่ ก็เกิดจากความโลภ และไม่ได้ศึกษากฎระเบียบข้อบังคับของทางกูเกิ้ลโดยละเอียดว่า ในแต่ละหน้า จะสามารถติดโฆษณาได้กี่อัน ส่วนใหญ่อยากได้เงินมากๆ ก็ติดมันเต็มไปหมด เกินจำนวน ก็โดนแบนอัตโนมัติเลยครับ

3. อย่าใส่โฆษณาไปบนหน้าที่ไม่มีเนื้อหาใดๆ อยู่เลย เราอาจจะเจอหน้าเว็บ ที่เปิดมาแล้ว มีแต่โฆษณาของกูเกิ้ลเต็มไปหมดกันมาหลายเว็บแล้ว ทั้งในต่างประเทศ และในไทยเราเอง ก็มีเหมือนกัน

4. อย่าสร้างบัญชี Google Adsense มากกว่า 1 บัญชี

5. อย่าทำให้คนที่เข้ามาดู เว็บไซต์ คิดว่าโฆษณา Adsense ไม่ใช่โฆษณา

ทุกคนล้วนมีความโลภ แต่ในเรื่องของการ สร้างรายได้ออนไลน์ นั้น จำเอาไว้เสมอว่า อย่าโลภ เพราะไม่มีอะไร ที่ได้มาง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องพยายาม ความสำเร็จที่คุณเห็นว่าใครต่อใคร เค้าประสบความสำเร็จ หารายได้ออนไลน์ ได้มากมายนั้น ก็เพราะว่าเขาพยายามกันมาอย่างหนัก กว่าจะมาถึงจุดนั้น ต้องลำบากขนาดไหน ผมอยากให้มองว่าการ หาเงินจาก Google Adsense ก็เหมือนกับการปลูกต้นยางพารา มันต้องใช้เวลาเริ่มต้นนานหน่อย กว่าจะมีน้ำยางให้กรีด อย่างน้อยๆ ก็ 5 – 7 ปีขึ้นไป ถึงจะเริ่มกรีดได้ เช่นเดียวกัน Adsense ก็ควรจะเริ่มเก็บเกี่ยวรายได้ได้ ตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไป ถ้าคุณเริ่มต้นดี สะสมทุนมาดี ต่อไปคุณก็รอรับรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเริ่มต้นขี้เกียจ คุณก็จะไม่ประสบความสำเร็จแน่นอนครับ